365 วัน ตามติดชีวิตเด็ก(ชนบท)เอ็นท์

konsmart      “เจ้าหนูบราซิเลียนวัย 17 ทดสอบฝีเท้าเข้าสโมสรฟุตบอล เด็กญี่ปุ่นวัย 17 แบกแพ็คมากินซูชิที่ถนนข้าวสาร แต่…วัยรุ่นไทยวัย 17 ต้องไปเอ็นทรานซ์…แต่ละปีเด็ก ม.6 ทั่วประเทศกว่า 200,000 คน ยื่นใบสมัครสอบเอ็นทรานซ์ จากจำนวนนี้ 160,000 คน คือ ผู้ผิดหวัง!” ขอทักทายทุกท่าน ด้วยข้อมูลที่ใช้โปรโมทภาพยนตร์ เรื่อง “Final Score  365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์” จาก GTH ที่เข้าฉายในช่วงการเตรียมตัวสอบโอเน็ต เอเน็ต ที่ผ่านมา 

                นวัตกรรมการเรียนรู้ของครู สควค. ฉบับนี้ ขอเกาะกระแสกับเขาด้วยก็แล้วกัน เพราะสอดรับกับสิ่งที่ผมเองได้ทุ่มเทกับมันมาเป็นเวลา เท่าๆกันกับการถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่องดังกล่าว คือ การตามติดชีวิตนักเรียน โรงเรียนพนาสนวิทยา ที่ใฝ่ฝันอยากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ไปสอบโควตา ด้วยหลักสูตรแบบบ้านๆ ที่ผม น้องชายและน้องสาว เคยใช้ และประสบความสำเร็จมาแล้ว 

               ผมเชื่อว่าทุกท่าน ล้วนผ่านการเอ็นทรานซ์มาแล้วทั้งนั้น และมีสูตรสำเร็จของแต่ละคน สิ่งที่ผมจะนำเสนอนี้เป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง ที่เสนอให้เด็กในชนบท ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องโอกาสทางการศึกษาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นทุน ทัศนคติ หรือการขาดแรงจูงใจในการศึกษาต่อ ฯลฯ “ได้นำไปใช้ ได้ลงมือทำ” เพื่อให้รู้ความสามารถของตนเองและสามารถเลือกได้ถูกต้อง โดยอาศัย “ความอดทน พยายาม ซื่อสัตย์และเอาจริง”  ที่สำคัญรูปแบบนี้เป็นการศึกษาแบบไม่เป็นทางการนำไปปรับใช้ได้แต่ไม่ควรนำผลการศึกษาไปใช้อ้างอิงใดๆ 

                เมื่อผมย้ายมารับราชการที่โรงเรียนพนาสนวิทยา นอกจากการทำหน้าที่สอน การนำคณะครูทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อส่งประกวดตามโครงการ “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” การจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์และมหกรรมวิชาการแล้ว ความท้าทายอันหนึ่งของผม คือ การทำให้นักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้  เพราะ 12 ปีของการก่อตั้งโรงเรียนยังไม่มีผลงานในเรื่องนี้ ผมใช้เวลาหนึ่งปี ครูหนึ่งคน กับการลงมือทำของนักเรียน งานนี้ต้องดูกันยาวๆ ครับ มีคนทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามประสาเด็กๆ เป็นอย่างไร มาดูกันครับ 

              ภาคเรียนที่ 2/2548 รับสมัครนักเรียน ม.5 ที่สนใจสอบเข้าศึกษาต่อ เข้าร่วมโครงการ ดำเนินการด้วยชุมนุม “แอดมิชชั่นส์” 

           เบื้องต้นฝึกให้นักเรียนชินกับการนอนกลางคืนหลังสี่ทุ่ม (เด็กบางคน นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม) เพื่อให้ใช้เวลาตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึง 4 ทุ่ม และอาจเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง ได้ทำการบ้าน อ่านหนังสือ และนักเรียนทุกคนต้องมีสมุดคนละ 1 เล่ม เพื่อฝึกทำข้อสอบเอ็นทรานซ์ทุกวัน วันละ 1 วิชาๆละ 2 ชั่วโมง (กลางคืน) รวม 7 วิชา (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทยและสังคมศึกษา) ขั้นต่ำวิชาละ 5 ชุด รวม 35 ชุด (35 วัน) โดยนักเรียนต้องทำเอง ตรวจเองและดูเฉลยเอง รับผิดชอบเอง ส่วนครูคอยกำกับดูแลทุกสัปดาห์และจัดหาหนังสือให้เพียงพอกับความต้องการ   

              จากนั้น นำคะแนนนักเรียนในแต่ละวิชา มาหาค่าเฉลี่ย รวมคะแนน แล้วนำไปเทียบกับคะแนนการสอบของ  ปีก่อนๆว่า คะแนนนั้นๆอยู่ในคณะใด ซึ่งผลการดำเนินการพบว่า จากนักเรียน 38 คนมีนักเรียนที่ตั้งใจทำตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ จำนวน 18 คน ส่วนที่ทำจริง คะแนนที่ได้ก็จะเป็นคะแนนความสามารถของตนเองจริงๆ     ครูจะให้คำแนะนำว่า ควรเลือกเรียนคณะอะไรจึงจะสอบได้ ซึ่งนักเรียนเกือบทุกคน เมื่อรู้ความสามารถของตนเองแล้ว ก็ลดลำดับคณะที่เลือกไว้ตั้งแต่ตอนแรกลงมา ครูแนะนำนักเรียนให้อ่านหนังสือเพิ่มเติมในช่วงปิดเทอม แต่นักเรียน ทุกคนก็ไม่อ่านเพราะไปทำงานหาเงินที่กรุงเทพฯ ชีวิตของเด็กชนบท ก็เป็นเช่นนี้ 

           ภาคเรียนที่ 1/2549 กิจกรรมของชุมนุม “แอดมิชชั่นส์” ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีนักเรียนกลุ่มเดิม ซึ่งขณะนี้อยู่ ม.6 ลดลงเหลือ 12 คน ครูได้จัดกิจกรรมส่งเสริมเหมือนในภาคเรียนที่ 2/2548 แต่เพิ่มเติมกิจกรรมแนะแนวมหาวิทยาลัย การเลือกคณะโดยอิงคะแนนตนเอง การเข้าค่ายจุดประกายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ จากนักศึกษา สควค.รุ่นที่ 10 มหาวิทยาลัยขอนแก่น การจัดทดสอบPRE-ADMISSION และจบด้วยการทำแบบทดสอบและศึกษาด้วยตนเองแบบเข้มข้น 2 สัปดาห์ก่อนสอบโควตา ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งผลปรากฏว่า นักเรียนสอบผ่านข้อเขียนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยขอนแก่น 3 คน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 4 คน รวมทั้งสิ้น 7 คน และได้จุดประกายไฟ ใฝ่ศึกษาต่อให้กับนักเรียน ม.5 รุ่นปัจจุบัน สนใจเข้าทำกิจกรรมกับชุมนุม “แอดมิชชั่นส์” จำนวน 25 คน และจะเข้าสู่สนามสอบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ต่อไป 

            จากการใช้รูปแบบดังกล่าว ข้อดี คือ ใช้ครูจัดการเพียงคนเดียว ไม่ต้องรบกวนบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งเคยเห็นหลายโรงเรียนใช้ ครูสอนและติวเพิ่มแต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับครูคนอื่นและคนที่ต้องทำจริงๆ คือ นักเรียน ถ้าไม่ทำ หรือทำแต่ไม่จริงจัง เมื่อเข้าสู่สนามสอบ ก็พ่ายแพ้กลับมา โดยนักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะอดทนและรอคอย ซึ่งมีนักเรียนกว่ากึ่งหนึ่งที่ออกจากโครงการ เพราะไม่เชื่อว่า ทำแล้วจะประสบผลสำเร็จ (คนที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จก็มี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย แต่คนที่ประสบความสำเร็จล้วนเป็นคนที่ทุ่มเท เอาจริงและเลือกได้เหมาะกับความสามารถของตนเอง) 

           ขอย้ำว่า เป้าหมายของการสอนของเรา ไม่ใช่มุ่งจะเอาเด็กไปเอ็นทรานซ์ทั้งหมด เพียงแต่ผมเห็นว่า ทุกโรงเรียนในชนบท จะมีนักเรียนที่เป็นเด็กดี เรียนดีและมีความสามารถ สมควรที่ครูอย่างเราๆ จะช่วยส่งเสริมให้เขาประสบความสำเร็จ ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดี และให้เขาใช้ความรู้ความสามารถนั้นมายกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว สังคม(ชนบท)และประเทศชาติโดยส่วนรวม ซึ่งวันนี้ ครูทุน สควค.ทุกคนต้องช่วยกัน  หาเด็กเรียนดีมาสังกัดตนเอง (โดยไม่ได้ทิ้งนักเรียนกลุ่มอื่นๆ) แล้วจัดกิจกรรมส่งเสริม ด้วยรูปแบบที่ผมนำเสนอหรือรูปแบบอื่นๆอย่างหลากหลาย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่เรา จะมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมท้องถิ่นและประเทศชาติได้ หากมีข้อเสนอแนะ ขอเชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ที่ www.krusmart.com ครับ

  • ที่มา วารสาร สควค.ฉบับที่ 2
  • อ้างอิงจาก www.krusmart.com
  • ขอแทรกวีดีโอเพลง เพื่อเธอ สสวท. ในบทความนี้ด้วยละกัน  krusmartmusic 
  • ทดลองแทรกเอกสารจาก scribd ด้วย 

2 Responses

  1. สู้ๆ ต่อไปนะพี่

    • อาจจะช้าหน่อย แต่ก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ

การแสดงความเห็นถูกปิด

%d bloggers like this: