บทบาทการสอนของครูตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม

       จากการวิจัยพฤติกรรมการสอนของครูผู้เชี่ยวชาญตามโมเดลการสอน STS ที่รัฐไอโอวา  ประเทศสหรัฐอเมริกา (Yutakom, 1997 อ้างถึงใน อรอนงค์ สอนสนาม, 2552) พบว่าครูผู้เชี่ยวชาญแสดงพฤติกรรมดังต่อไปนี้
     (1) ใช้หัวข้อ (themes) ที่เป็นประเด็นในท้องถิ่น ที่สัมพันธ์กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของนักเรียน
    (2) การกระตุ้นให้นักเรียนตั้งคำถาม วางแผนหาคำตอบ และค้นหาแหล่งความรู้หลากหลายในการหาคำตอบ
    (3) ให้โอกาสนักเรียนเลือกตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้แก่ การกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะเรียนกิจกรรมที่จะทำ วิธีการค้นคว้าหาข้อมูล แหล่งความรู้ที่ใช้ วิธีการเสนอผลงาน และครูเองก็ใช้วิธีการสอนที่หลากหลายเพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน
  (4) ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดระดับสูง การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ เช่น งานที่นักเรียนจะต้องนำความรู้ไปใช้ ต้องใช้ทักษะการคิดระดับสูง การทำโครงงาน การเสนอผลงานหน้าชั้น กิจกรรมการแก้ปัญหา การทดลองที่ต้องใช้เวลาพอสมควรการวิพากษ์วิจารณ์งานของเพื่อน การทำเอกสาร แผ่นพับ ใบปลิว ทำหนังสือคู่มือต่าง ๆ รวมทั้งการอภิปรายในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม 
  (5)ใช้คำถามและยุทธวิธีในการกระตุ้นความสนใจและความคิดของนักเรียน โดยการถามคำถามระดับสูง  การถามเพื่อให้นักเรียนได้รายละเอียดเพิ่มเติม  รวมทั้งการใช้การทดลองโมเดลและแผนภาพ
  (6) ให้เวลารอคอยคำตอบ  (wait-time)  ที่เหมาะสม  ถ้าครูหยุดรอคอยคำตอบของนักเรียนหลังจากการถามคำถามประมาณ  3-5  วินาที  เพื่อให้เวลานักเรียนคิด  นักเรียนจะตอบคำถามได้และเป็นคำตอบที่มีลักษณะการอธิบายมากกว่าเป็นคำตอบสั้น ๆ
  (7) ใช้วิธีการประเมินผลหลากหลาย  โดยการใช้เครื่องมือและวิธีการวัดผลที่ทำให้นักเรียนสามารถแสดงออกว่าตนเองมีความรู้ความสามารถทำอะไรได้บ้าง  มากกว่าการใช้ข้อทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจเท่านั้น  และครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนไปพร้อมกับการเรียนการสอน  ทั้งก่อนเรียน  ระหว่างเรียน  และหลังเรียน
  (8) เสนอบทเรียนและกิจกรรมที่ส่งเสริมความตระหนักในอาชีพทางวิทยาศาสตร์  การพัฒนาความสนใจส่วนบุคคล  การแสดงบทบาทพลเมืองดี  และการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  และสังคม  โดยครูไม่ยึดติดกับเนื้อหาในแบบเรียน  แต่จะใช้กิจกรรมที่หลากหลายที่ทำให้นักเรียนมีประสบการณ์ต่าง ๆ เช่น การสัมภาษณ์พ่อแม่  นักวิทยาศาสตร์  และช่างเทคนิค  ในการค้นหาคำตอบ  การศึกษานอกสถานที่  เช่น  สถานที่ทำงานของผู้ปกครอง  สถาบันทางวิทยาศาสตร์  การใช้ข่าวในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังศึกษา  เป็นต้น
  (9)  ใช้วิธีสอนที่หลากหลายในแต่ละคาบ  ส่วนใหญ่เป็นวิธีสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  ในห้องเรียนของครูเหล่านี้ไม่พบว่ามีการใช้การบรรยาย  มีการอภิปรายระหว่างนักเรียนเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติมากกว่าครูอธิบาย  วิธีการสอนที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง  เช่น  การใช้การอภิปรายทั้งชั้นการใช้คำถามและการสาธิตของครู  แต่ส่วนใหญ่เป็นวิธีการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง
  (10) ยอมรับคำตอบของนักเรียนทุกคำตอบโดยไม่มีการประเมินว่าถูกหรือผิด  ครูใช้เทคนิคการระดมความคิด  การใช้แผนผังมโนมติ  (Concept  mapping)การใช้แบบสอบถามก่อนเรียนเพื่อต้องการรู้ว่านักเรียนรู้อะไรมาบ้างแล้วบ้าง  และคาดหวังว่านักเรียนจะตอบได้ดีขึ้นเมื่อจบบทเรียน  ครูจะใช้อุปกรณ์อื่นช่วยให้นักเรียนสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องมากกว่าที่ครูอธิบายเอง  เช่น  การใช้รูปภาพหรือของจริง  เป็นต้น
  (11) ใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือ  ให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันโดยใช้การทำงานเป็นกลุ่มย่อยในการช่วยตั้งคำถาม  การวางแผนการค้นหาคำตอบ  การทำการทดลองหรือการค้นคว้าหาคำตอบ  การแลกเปลี่ยนข้อค้นพบของแต่ละกลุ่ม  การตัดสินใจในการลงมือปฏิบัติ  เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในสถานการณ์จริง
  (12) ใช้ความคิดของนักเรียนในการดำเนินบทเรียน  โดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนบทเรียนและการประเมินผล  นั้นคือ  ครูปรับบทเรียนและกิจกรรมการสอน  รวมทั้งประเมินผลตามที่นักเรียนเสนอแนะ
  (13) ใช้แหล่งความรู้ท้องถิ่นหลากหลาย  รวมทั้งบุคคล สถานที่  สิ่งพิมพ์  และเทคโนโลยี  เช่นนักเรียนหาความรู้จากพ่อแม่หรือญาติ  การพานักเรียนไปศึกษานอกสถานที่  เช่น  เขื่อน  ลำธาร  โรงงาน  และสถาบันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชุมชนนอกจากนั้น  นักเรียนจะใช้  CD-ROM  หรืออินเตอร์เน็ตในการค้นหาความรู้  รวมทั้งการใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

%d bloggers like this: